เปรียบเทียบอิฐมวลเบา CLC และ AAC
อิฐมวลเบาโดยทั่วไปอาจแบ่งตามกระบวนการผลิตได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ ชนิดไม่อบไอน้ำ (Cellular Lightweight Concrete:CLC) และ ชนิดอบไอน้ำภายใต้ความดันสูง (Autoclave Aerated Concrete: AAC) มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน ดังนี้
อิฐมวลเบาชนิดไม่อบไอน้ำ (CLC)
อิฐมวลเบาชนิดไม่อบไอน้ำ CLC มีคุณสมบัติความเป็นฉนวน ได้แก่ ฉนวนกันความ ร้อน กันเสียง และกันความชื้น วัตถุดิบในการผลิตประกอบด้วย ปูนซีเมนต์ ทราย น้ำ สารก่อฟองคุณภาพสูง ทำให้เกิดฟองอากาศขนาดเล็กมากที่มีความเสถียรและแทรกตัวอยู่ในเนื้อคอนกรีต ทำให้มีน้ำหนักเบา เนื้อผลิตภัณฑ์มักจะมีสีเทา
ข้อดีและคุณลักษณะของระบบ CLC:
- ข้อดีคือ อัตราการดูดซึมน้ำต่ำกว่าอิฐมวลเบา AAC จึงลดปัญหาความชื้นและเชื้อรา
- การก่อสร้างง่ายและรวดเร็ว เนื่องจากใช้ปูนทรายธรรมดาในการก่อฉาบได้ จึงประหยัดค่าก่อสร้างมากกว่า
- มีความแข็งแรงทนทานต่อการกระแทกหรือการขูดขีดได้ดี สามารถเจาะฝังพุกยึดแขวนอุปกรณ์เครื่องใช้และรูปภาพได้
- ขณะเดียวกันยังกันความร้อนได้ดีกว่าอิฐมอญ ช่วยลดค่าไฟฟ้าจากการใช้เครื่องปรับอากาศ
ส่วนจุดด้อยคือ คอนกรีตมีการหดตัวมากกว่า ทำให้ปูนฉาบแตกร้าวได้ง่าย หากช่างปูนมีความชำนาญ ปัญหานี้ก็จะหมดไป
อิฐมวลเบาชนิดอบไอน้ำ (AAC)
อิฐมวลเบาชนิดอบไอน้ำ AAC ผลิตโดยใช้การอบไอน้ำภายใต้ความดันสูง เนื้อผลิตภัณฑ์มักจะมีสีขาว วัตถุดิบในการผลิตแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ ชนิดปูนขาว ซึ่งควบคุมคุณภาพได้ยาก ทำให้คุณภาพคอนกรีตไม่สม่ำเสมอและดูดซึมน้ำมากกว่า ส่วนชนิดปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ คุณภาพคอนกรีตได้มาตรฐานสม่ำเสมอ และเกิดการตกผลึกในเนื้อคอนกรีตทำให้แข็งแกร่งทนทานขึ้น
ข้อดีและข้อเสียของระบบ AAC:
- ข้อดีคือ มีน้ำหนักเบาและแข็งแรงกว่าระบบ CLC
- ข้อเสียคือ อัตราการดูดซึมน้ำมาก ต้องใช้ปูนก่อฉาบชนิดพิเศษในการก่อสร้าง ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง และมีขั้นตอนในการผลิตที่ยุ่งยากกว่า
- ส่วนใหญ่เหมาะสำหรับใช้ก่อผนังได้ทั้งภายในมากกว่าใช้เป็นผนังภายนอกอาคารที่สัมผัสความชื้นและฝนโดยตรง
ผู้ผลิตหลายรายยังใช้ระบบ AAC เนื่องจากนำเข้ามาใช้ในประเทศไทยก่อน จึงติดตลาดมากกว่า และราคาในปัจจุบันถูกลงมาก
สรุปการเปรียบเทียบข้อมูลอิฐมวลเบา
- ประเภท CLC: ผลิตแบบไม่อบไอน้ำ, สีเทา, ใช้ปูนทรายธรรมดา, อัตราการดูดซึมน้ำต่ำ
- ประเภท AAC: ผลิตโดยอบไอน้ำภายใต้ความดันสูง, สีขาว, ต้องใช้ปูนฉาบชนิดพิเศษ, อัตราการดูดซึมน้ำมาก